เคยไหม…ที่คุณรู้สึกเหนื่อยใจกับการทะเลาะเบาะแว้งกันด้วยเรื่องเดิม ๆ

เคยไหม…ที่คุณรู้สึกเหนื่อยใจกับการกระทำของเขา

เคยไหม…ที่คุณรู้สึกเหนื่อยใจกับคำพูดบางคำของเขา

เคยไหม…ที่คุณรู้สึกเหนื่อยใจกับความขี้หึง ขี้ระแวงของเขา

เคยไหม…ที่คุณรู้สึกเหนื่อยใจกับความเจ้าชู้ไม่สิ้นสุดของเขา

เคยไหม…ที่คุณรู้สึกเหนื่อยใจกับคำโกหกคำโต ที่มักแวะเวียนมาหาคุณเสมอ

เคยไหม…ที่คุณรู้สึกเหนื่อยใจกับความคาดหวังที่มากเกินไปของตัวเอง

และ…เคยไหม…ที่คุณรู้สึกเหนื่อยใจกับความรักของตัวเอง


 

           ถ้าคุณเคยรู้สึกเหนื่อยใจเพียงแค่ 1 ใน 3 ของคำถาม ก็คงได้เวลาแล้วล่ะ ที่คุณจะลองหันมาพิจารณาถึง “ความสัมพันธ์” ของคุณทั้งคู่ ลองหันหน้ามาคุยกันเกี่ยวกับความเหนื่อยใจของแต่ละคน เพราะบางทีการเก็บความรู้สึก โดยไม่เปิดเผยออกมาให้อีกฝ่ายได้รับรู้ว่า ณ ตอนนี้คุณกำลังคิดอะไรอยู่ มันก็เหมือนกับการอดทนอดกลั้นที่เปล่าประโยชน์ เพราะเขาไม่มีทางมารับรู้ได้เลยว่าคุณรู้สึกอย่างไร ในทางกลับกันคุณก็ไม่มีวันรู้ได้เลยว่าเขารู้สึกอย่างไรเหมือนกัน แต่ต้องคุยกันด้วยเหตุผล ยอมวางอารมณ์เก็บไว้ แล้วงัดเอาเหตุผลมาแชร์กัน

               ซึ่งถ้าได้คุยกันแล้ว ทะเลาะกันก็แล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างมันยังไม่ดีขึ้น คุณทั้งคู่ยังคงรู้สึกเหน็ดเหนื่อยในการคบหา ทั้ง ๆ ที่ยังรู้สึกรักกันอยู่ ทางออกที่ดีที่สุดคือ “ถอยออกมาคนละก้าว” เพื่อย้อนกลับมาสำรวจตัวเองกันอีกสักครา หันไปอยู่กับตัวเองกันสักพัก ลองไปใช้ชีวิตที่ไม่มีกันและกันดูสิว่า คุณทั้งคู่ยังรู้สึก “เหนื่อยใจ” … “คิดถึง” หรือ “สบายใจ” กันแน่!

               ถ้าความรักของเราที่ยังมีให้กันและกันยังมั่นคง และเต็มล้นอยู่หัวใจ ความรู้สึกจะบอกเราเองว่าควรหันหน้าเข้าหากัน แต่ถ้ามันรู้สึกว่า “ผูกพัน” มันไม่ใช่ “ความรัก” ก็อย่าทนฝืนจูงมือกันเดินต่อไปเลย เพราะต่างคนต่างทรมาน ต่างคนต่างเหนื่อย ต่างคนต่างไม่เข้าใจกันและกันซะที มันทำให้ใจของเรายิ่งล้า ยอมเจ็บตอนนี้ดีกว่า สร้างความผูกพันให้มันหนาแน่นขึ้นเรื่อย ๆ
               ….อย่าตั้งความหวังสูงกับความรัก คงเป็นทางออกที่ดีที่สุดของชีวิตคู่