ยามหน้าแล้ง ใครๆ ก็มักแหงนหน้ามองท้องฟ้า
ด้วยคาดหวังว่า จะเจอเมฆฝนก้อนใหญ่สักก้อน


ที่พอจะกลั่นน้ำให้ตกมาราดรดให้ฉ่ำใจได้บ้าง

น้ำฝนย่อมต้องมีเหตุคือก้อนเมฆที่หนาแน่นพอ
ก้อนเมฆก็ย่อมต้องมีเหตุคือไอน้ำมารวมกัน
ไอน้ำก็มีเหตุจากผืนน้ำและความชุ่มชื้นของแผ่นดิน
แล้วความชุ่มชื่นก็มาจากฝน
หมุนวนเปลี่ยนจากสิ่งหนึ่งไปสู่อีกสิ่งหนึ่ง
อย่างหาวันจบสิ้นไม่เจอะเจอ

น้ำ แทรกซึมเอิบอาบอยู่ในทุกสรรพสิ่ง
ทั้งทั่วสรรพางค์กายก็เอิบชุ่มด้วยน้ำ
คราใดที่ความหมองเศร้าเอ่อล้นท้นท่วมใจ
ครานั้นน้ำตาก็พลันเอ่อล้นหยดหยาดลงอาบหน้า

ด้วยเพราะไม่ปกติของใจ
ใครที่ถูกความหมองเศร้าเอ่อล้นท่วม
ใจก็ย่อมไหลไปกับกระแสของความหมองเศร้า
ใจก็คลุกเคล้าไปกับระลอกความหมองเศร้า
ไม่ต่างกับคนที่ไม่มีกำลังพอจะแหวกว่ายอยู่
ในสายน้ำที่เชี่ยวกราก ในท้องทะเลที่บ้าคลั่ง
หากทอดอาลัยที่จะแหวกว่ายต่อไป
ไม่นานก็จมหายไป

อย่าตะโกนกู่ร้องให้ใครมาช่วย
อย่าร้องขอกำลังใจ ขอความเข้มแข็งจากใคร
เพราะใครจะมาให้อะไรกับใจเราได้เล่า
มีแต่ใจเราเท่านั้น ที่จะช่วยใจเราเอง

ยันใจให้ตั้งขึ้น แล้วตามร่องรอยของน้ำตาไป
ตามไปดูซิว่า น้ำตามาจากที่ใด

ยันใจให้ตั้งขึ้นเท่าที่จะมีกำลัง
แล้วตั้งใจ ดูนิ่งๆ ลงไปที่ความเจ็บปวด
ตั้งใจ ดูนิ่งๆ ลงไปที่ความเศร้า
แล้วจะมีสักวัน
ที่ได้เห็นใจดีดออกมาชั่วขณะหนึ่ง
โดยที่เราไม่ต้องออกแรงยื้อฉุดใจ
ให้ออกมาจากความเจ็บปวดความเศร้า

ในขณะใดที่ใจดีดออกมาได้
ความเจ็บปวด ความเศร้า
จะเหมือนมันถอยห่างออกไปจากใจ
มันไม่อาจครอบงำใจได้ อยู่ชั่วขณะหนึ่งนั้น

ตั้งใจ ดูนิ่งๆ ลงไปที่ความเจ็บปวด
ตั้งใจ ดูนิ่งๆ ลงไปที่ความเศร้า
ตั้งใจดูให้บ่อยๆ แม้จะดูได้เพียงเสี้ยวขณะหนึ่ง
ใจจะค่อยๆ เข้มแข็งขึ้นด้วยตัวเอง
แล้วไม่นานนัก จะเห็นร่องรอยใจ
ที่ไหลหลงไปในความเศร้าความเจ็บปวด
ร่องรอยใจที่ไหลหลงไปนี่แหละ
คือประกายของความตื่น ความเบิกบาน

ตามร่องรอยใจที่ไหลหลงไปเรื่อยๆ
ใจก็จะตื่นขึ้น ๆ เบิกบานขึ้น ๆ
จนทิ้งความเจ็บปวดความเศร้าออกไป
เหลือเพียงความทรงจำที่ไม่อาจทำร้ายใจได้อีก

เมื่อถึงวันนั้น
ใจจะเข้มแข็งโดยที่ไม่ต้องมีใครมาช่วย
เมื่อถึงวันนั้น จะแจ้งใจว่า
ความเศร้า ความเจ็บปวด ความทุกข์ระทม
เป็นเพียงภาพมายาที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป
ความรักก็ชั่วคราว ความสุขก็ชั่วคราว
ไม่มีสิ่งใดเลยในโลกนี้ที่จะอยู่กับเราไปตลอดกาล