Home » มุมสุขภาพ

ไขความลับ ‘ใหลตาย’

สุขภาพแข็งแรง กินอาหารครบทุกหมู่ นอนหลับเต็มอิ่ม แต่ลงสนามกีฬาเหนื่อยง่ายทุกที อาการเช่นนี้พบแพทย์สักครั้งดีไหม
รพ.หัวใจกรุงเทพไขความลับโรคใหลตาย เหตุจากหัวใจเต้นผิดจังหวะ
ไขความลับใหลตาย

ไขความลับใหลตาย

วิจัย 10 ปีพบทางเลือกใหม่ใช้พลังงานความร้อนจี้ทำลายต้นตอ
สถาบันวิจัยหัวใจเต้นผิดจังหวะ แปซิฟิก ริม โรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ ร่วมกับโรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช ภายใต้การสนับสนุนของมูลนิธิดวงตะวัน และมูลนิธิเวชดุสิตในพระอุปถัมภ์ของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนากรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ศึกษาวิจัยโรคใหลตายเพื่อหาทางรักษาและป้องกันมากว่า 10 ปี
นพ.กัมปนาท วีรกุล อายุรแพทย์หัวใจ โรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ ในฐานะผู้ร่วมวิจัย กล่าวว่า การเสียชีวิตกะทันหันจากโรคใหล เกิดจากการเต้นระริกที่ไม่มีการบีบตัวของกล้ามเนื้อหัวใจที่เกิดขึ้นเอง (VF) ทำให้สมองขาดเลือดและออกซิเจนกะทันหัน เป็นผลให้กล้ามเนื้อตามตัว แขนขาเกิดอาการเกร็งและหายใจเสียงดังจากการมีเสมหะในหลอดลม บางรายจะมีอุจจาระ ปัสสาวะราด จากการสูญเสียการควบคุมของระบบประสาทอัตโนมัติ ผู้ป่วยจะมีใบหน้า ริมฝีปากเขียวคล้ำและเสียชีวิตในเวลารวดเร็ว หากไม่ได้รับการกู้ชีวิตที่มีประสิทธิภาพ
เมื่อผ่าพิสูจน์ผู้ป่วยโรคใหลที่เสียชีวิต จะพบว่า กล้ามเนื้อหัวใจ ลิ้นหัวใจ และหลอดเลือดหัวใจล้วนแต่เป็นปกติดี แต่สำหรับในรายที่รอดชีวิต ร้อยละ 90 มีคลื่นไฟฟ้าหัวใจผิดปกติ และมีลักษณะเฉพาะ คือ คลื่นหัวใจแบบขาตั๊กแตน ที่มีการยกตัวของคลื่น ST เหมือนกับที่คนไข้ที่เสียชีวิตกะทันหันในยุโรป
ด้าน นพ.กุลวี เนตรมณี ประธานสถาบันวิจัยหัวใจเต้นผิดจังหวะฯ กล่าวเสริมว่าปัจจัยสำคัญที่ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดการเต้นระริกที่ไม่มีการบีบตัวของกล้ามเนื้อหัวใจ คือ การสูญเสียโปตัสเซียม แมกนีเซียมจากร่างกาย เช่น จากการอาเจียน ท้องร่วง กินยาขับปัสสาวะ หรือดื่ม กาแฟ ชา หรือ เหล้า ซึ่งมีฤทธิ์ขับปัสสาวะเช่นกัน รวมไปถึงการมีไข้สูง การเกิดความเครียดจากการอดนอนทำงานหนัก
“แม้ว่าการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจหรือ EKG จะบ่งชี้ได้ว่าเสี่ยงต่อโรคใหลตายหรือไม่ แต่เบื้องต้นสังเกตได้ง่ายๆ คือ ผู้ป่วยที่ตรวจพบโรคนี้มักมาโรงพยาบาลด้วยอาการเป็นลมโดยไม่ทราบสาเหตุ หรือปลุกไม่ตื่นในตอนเช้า มีอาการปัสสาวะราด ตัวเกร็ง หายใจอึดอัดตอนกลางคืน ฉะนั้น หากมีอาการดังกล่าว ถือว่ามีความเสี่ยงโรคใหลตาย รวมถึงคนที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคใหลตายใน 4 ช่วงอายุคน” นพ.กุลวี กล่าว
วิธีเดียวที่จะป้องกันโรคใหลตาย คือ ฝังเครื่องกระตุกหัวใจ (ICD) ที่ใช้คลื่นไฟฟ้ากระตุกหัวใจให้กลับมาทำงานเป็นปกติ เพื่อหยุดการเต้นระริกที่ไม่มีการบีบตัวของกล้ามเนื้อหัวใจหรือ VF โดยเร็วที่สุด ขณะที่การรับประทานยาต้านหัวใจเต้นผิดจังหวะนั้น ไม่มีผลในการช่วยชีวิตแต่อย่างใด
อย่างไรก็ดี เครื่องกระตุกหัวใจไม่ใช่การรักษา แต่เป็นการป้องกันการเสียชีวิต และยังมีราคาสูงถึงเครื่องละ 3 แสนบาท และมีอายุใช้งาน 5-7 ปีก็ต้องเปลี่ยนเครื่องใหม่ ผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นผู้มีรายได้น้อย จึงเกิดปัญหาเมื่อไม่สามารถหาเครื่องใหม่ทดแทนด้วยกำลังทรัพย์ของตนเองได้
“เราศึกษาพบว่า ตำแหน่งของจุดกำเนิดการเต้นระริกที่ไม่มีการบีบตัว อยู่ที่ตอนบนบริเวณผิวนอกของผนังหัวใจด้านขวาล่าง และการใช้พลังงานความร้อนเท่าคลื่นวิทยุจี้ทำลายจุดกำเนิดดังกล่าว อาจเป็นทางเลือกใหม่ของการรักษาที่สามารถป้องกันการเสียชีวิตจากการเกิดการเต้นระริกที่ไม่มีการบีบตัวของกล้ามเนื้อหัวใจซ้ำในผู้ป่วยกลุ่มนี้” นพ.กุลวีกล่าว
ทีมแพทย์ได้ทดลองรักษาไปแล้ว 20 คนในคนไข้ที่มีอาการรุนแรง และติดตามผลทุก 3-6 เดือน เป็นเวลากว่า 3 ปี พบว่า ให้ผลเป็นที่น่าพอใจ
สำหรับการดูแลตนเอง ลดเสี่ยงใหลตาย นพ.กัมปนาท แนะว่า ควรกินอาหารที่มีโปตัสเซียมให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงตัวขับปัสสาวะโดยเฉพาะแอลกอฮอล์ที่ทำให้ระดับโปตัสเซียมในร่างกายต่ำ เลี่ยงอาหารอิ่มจัด เช่น ข้าวเหนียว เพราะกระเพาะอาหารที่ขยายตัว อาจทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะได้
ขณะเดียวกันก็ควรเลี่ยงยาบางชนิดที่ทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ เช่น ยาขับปัสสาวะ ยาปฏิชีวนะบางตัว ยาต้านโรคซึมเศร้าบางตัว ซึ่งสามารถตรวจสอบรายชื่อยาได้ที่ www.brugada.com
ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 8 พฤษภาคม 2555

สุขภาพแข็งแรง กินอาหารครบทุกหมู่ นอนหลับเต็มอิ่ม แ่ต่ลงสนามกีฬาเหนื่อยง่ายทุกที อาการเช่นนี้พบแพทย์สักครั้งดีไหม
รพ.หัวใจกรุงเทพไขความลับโรคใหลตาย เหตุจากหัวใจเต้นผิดจังหวะ วิจัย 10 ปีพบทางเลือกใหม่ใช้พลังงานความร้อนจี้ทำลายต้นตอ
สถาบันวิจัยหัวใจเต้นผิดจังหวะ แปซิฟิก ริม โรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ ร่วมกับโรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช ภายใต้การสนับสนุนของมูลนิธิดวงตะวัน และมูลนิธิเวชดุสิตในพระอุปถัมภ์ของสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอเจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนากรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ศึกษาวิจัยโรคใหลตายเพื่อหาทางรักษาและป้องกันมากว่า 10 ปี
นพ.กัมปนาท วีรกุล อายุรแพทย์หัวใจ โรงพยาบาลหัวใจกรุงเทพ ในฐานะผู้ร่วมวิจัย กล่าวว่า การเสียชีวิตกะทันหันจากโรคใหล เกิดจากการเต้นระริกที่ไม่มีการบีบตัวของกล้ามเนื้อหัวใจที่เกิดขึ้นเอง (VF) ทำให้สมองขาดเลือดและออกซิเจนกะทันหัน เป็นผลให้กล้ามเนื้อตามตัว แขนขาเกิดอาการเกร็งและหายใจเสียงดังจากการมีเสมหะในหลอดลม บางรายจะมีอุจจาระ ปัสสาวะราด จากการสูญเสียการควบคุมของระบบประสาทอัตโนมัติ ผู้ป่วยจะมีใบหน้า ริมฝีปากเขียวคล้ำและเสียชีวิตในเวลารวดเร็ว หากไม่ได้รับการกู้ชีวิตที่มีประสิทธิภาพ
เมื่อผ่าพิสูจน์ผู้ป่วยโรคใหลที่เสียชีวิต จะพบว่า กล้ามเนื้อหัวใจ ลิ้นหัวใจ และหลอดเลือดหัวใจล้วนแต่เป็นปกติดี แต่สำหรับในรายที่รอดชีวิต ร้อยละ 90 มีคลื่นไฟฟ้าหัวใจผิดปกติ และมีลักษณะเฉพาะ คือ คลื่นหัวใจแบบขาตั๊กแตน ที่มีการยกตัวของคลื่น ST เหมือนกับที่คนไข้ที่เสียชีวิตกะทันหันในยุโรป
ด้าน นพ.กุลวี เนตรมณี ประธานสถาบันวิจัยหัวใจเต้นผิดจังหวะฯ กล่าวเสริมว่าปัจจัยสำคัญที่ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดการเต้นระริกที่ไม่มีการบีบตัวของกล้ามเนื้อหัวใจ คือ การสูญเสียโปตัสเซียม แมกนีเซียมจากร่างกาย เช่น จากการอาเจียน ท้องร่วง กินยาขับปัสสาวะ หรือดื่ม กาแฟ ชา หรือ เหล้า ซึ่งมีฤทธิ์ขับปัสสาวะเช่นกัน รวมไปถึงการมีไข้สูง การเกิดความเครียดจากการอดนอนทำงานหนัก
“แม้ว่าการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจหรือ EKG จะบ่งชี้ได้ว่าเสี่ยงต่อโรคใหลตายหรือไม่ แต่เบื้องต้นสังเกตได้ง่ายๆ คือ ผู้ป่วยที่ตรวจพบโรคนี้มักมาโรงพยาบาลด้วยอาการเป็นลมโดยไม่ทราบสาเหตุ หรือปลุกไม่ตื่นในตอนเช้า มีอาการปัสสาวะราด ตัวเกร็ง หายใจอึดอัดตอนกลางคืน ฉะนั้น หากมีอาการดังกล่าว ถือว่ามีความเสี่ยงโรคใหลตาย รวมถึงคนที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคใหลตายใน 4 ช่วงอายุคน” นพ.กุลวี กล่าว
วิธีเดียวที่จะป้องกันโรคใหลตาย คือ ฝังเครื่องกระตุกหัวใจ (ICD) ที่ใช้คลื่นไฟฟ้ากระตุกหัวใจให้กลับมาทำงานเป็นปกติ เพื่อหยุดการเต้นระริกที่ไม่มีการบีบตัวของกล้ามเนื้อหัวใจหรือ VF โดยเร็วที่สุด ขณะที่การรับประทานยาต้านหัวใจเต้นผิดจังหวะนั้น ไม่มีผลในการช่วยชีวิตแต่อย่างใด
อย่างไรก็ดี เครื่องกระตุกหัวใจไม่ใช่การรักษา แต่เป็นการป้องกันการเสียชีวิต และยังมีราคาสูงถึงเครื่องละ 3 แสนบาท และมีอายุใช้งาน 5-7 ปีก็ต้องเปลี่ยนเครื่องใหม่ ผู้ป่วยส่วนใหญ่เป็นผู้มีรายได้น้อย จึงเกิดปัญหาเมื่อไม่สามารถหาเครื่องใหม่ทดแทนด้วยกำลังทรัพย์ของตนเองได้
“เราศึกษาพบว่า ตำแหน่งของจุดกำเนิดการเต้นระริกที่ไม่มีการบีบตัว อยู่ที่ตอนบนบริเวณผิวนอกของผนังหัวใจด้านขวาล่าง และการใช้พลังงานความร้อนเท่าคลื่นวิทยุจี้ทำลายจุดกำเนิดดังกล่าว อาจเป็นทางเลือกใหม่ของการรักษาที่สามารถป้องกันการเสียชีวิตจากการเกิดการเต้นระริกที่ไม่มีการบีบตัวของกล้ามเนื้อหัวใจซ้ำในผู้ป่วยกลุ่มนี้” นพ.กุลวีกล่าว
ทีมแพทย์ได้ทดลองรักษาไปแล้ว 20 คนในคนไข้ที่มีอาการรุนแรง และติดตามผลทุก 3-6 เดือน เป็นเวลากว่า 3 ปี พบว่า ให้ผลเป็นที่น่าพอใจ
สำหรับการดูแลตนเอง ลดเสี่ยงใหลตาย นพ.กัมปนาท แนะว่า ควรกินอาหารที่มีโปตัสเซียมให้เพียงพอ หลีกเลี่ยงตัวขับปัสสาวะโดยเฉพาะแอลกอฮอล์ที่ทำให้ระดับโปตัสเซียมในร่างกายต่ำ เลี่ยงอาหารอิ่มจัด เช่น ข้าวเหนียว เพราะกระเพาะอาหารที่ขยายตัว อาจทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะได้
ขณะเดียวกันก็ควรเลี่ยงยาบางชนิดที่ทำให้หัวใจเต้นผิดจังหวะ เช่น ยาขับปัสสาวะ ยาปฏิชีวนะบางตัว ยาต้านโรคซึมเศร้าบางตัว ซึ่งสามารถตรวจสอบรายชื่อยาได้ที่ www.brugada.com
ที่มา: กรุงเทพธุรกิจ 8 พฤษภาคม 2555

1 ดาว2 ดาว3 ดาว4 ดาว5 ดาว (ยังไม่มีคนโหวต)
Loading ... Loading ...

One Comment »

Leave your response!

Add your comment below, or trackback from your own site. You can also subscribe to these comments via RSS.

Be nice. Keep it clean. Stay on topic. No spam.

You can use these tags:
<a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>

This is a Gravatar-enabled weblog. To get your own globally-recognized-avatar, please register at Gravatar.