Home » มุมเก็บมาฝาก

จัดอันดับประเทศที่มีน้ำใจมากที่สุด

      ทีมวิจัยจาก ‘Charity Aids Foundation’ ทำการศึกษาข้อมูลจาก ‘Gallop’s WorldView World Poll’ โดยนำข้อมูลจากการสุ่มสำรวจกลุ่มตัวอย่าง 153 ประเทศ

      ข้อมูล สำคัญที่นำไปพิจารณาได้แก่ การบริจาคเงิน การทำงานอาสาสมัคร และการช่วยเหลือคนอื่น โดยเฉพาะคนแปลกหน้าที่ต้องการความช่วยเหลือ…

คนชาติ(ประเทศ)ไหนมีน้ำใจมากที่สุด

ผลการศึกษาพบว่า ประเทศ(ชาติ)ที่มีคนใจดี หรืองามน้ำใจมากที่สุด 10 ประเทศแรก (ตำแหน่งที่ซ้ำ คือ ได้คะแนนรวมเท่ากัน) ได้แก่

(1 & 1). ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์

(3 & 3). แคนาดา ไอร์แลนด์

(5 & 5). สวิตเซอร์แลนด์ สหรัฐอเมริกา

(7). เนเธอร์แลนด์

(8 & 8). สหราชอาณาจักร ศรีลังกา

(10). ออสเตรีย

      ประเทศแนว หน้าด้านการให้ หรือมหาอำนาจแห่งการให้ 10 ประเทศแรกนี้… เป็นประเทศที่มีคนส่วนใหญ่เป็นชาวตะวันตกหรือ “ฝรั่ง” และค่อนข้างร่ำรวย (ที่รวยน้อย คือ ไอร์แลนด์) มากถึง 9 ประเทศ

ประเทศในซีกโลกตะวันออกที่โดดเด่นขึ้นมามีประเทศเดียว คือ ศรีลังกา

      ศรีลังกา ทำคะแนนโดดเด่นมากในกลุ่มประเทศเอเชียใต้ ซึ่งเรียงลำดับคะแนนรวมได้ดังนี้

 ศรีลังกา (8), เนปาล (100), อินเดีย (134), ปากีสถาน (142), บังคลาเทศ (146)

      กลไก ที่อาจเป็นไปได้ คือ ศรีลังกาได้รับอิทธิพลเรื่องการให้ทานจากพระพุทธศาสนาสูงกว่าประเทศอื่นๆ และอาจทำให้ศรีลังกาเป็นเมืองที่พัฒนาการท่องเที่ยวได้ดีในอนาคต เนื่องจากศรีลังกาเพิ่ง “รวมชาติ” ได้หลังปัญหากบฏทมิฬสิ้นสุดลง

กลุ่มประเทศเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (อาเซียน) มีลำดับคะแนนรวมดังต่อไปนี้

      ลาว (11), พม่า (22), ไทย (25), อินโดนีเซีย (50), ฟิลิปปินส์ (50), มาเลเซีย (76), สิงคโปร์ (91), เวียดนาม (138), กัมพูชา (142)

คนในประเทศกลุ่มอาเซียนมีแนวโน้มจะใจบุญต่างกันอย่างนี้ คือ

(1). บริจาคเงินมากที่สุด > ไทย (73%), ลาว (64%), พม่า (36%)

(2). ทำงานอาสาสมัครมากที่สุด > พม่า (40%), อินโดนีเซีย (36%), ลาว (32%)

(3). ช่วยเหลือคนแปลกหน้ามากที่สุด > ลาว (53%), พม่า (52%), อินโดนีเซีย (48%)

ไทยได้คะแนนด้านบริจาคเงินมาก (73%) แต่ได้คะแนนด้านทำงานอาสาสมัคร (18%) และช่วยเหลือคนแปลกหน้าน้อย (36%)

      ถ้า เราต้องการพัฒนาคนไทยรุ่นใหม่ให้แข่งขันกับนานาชาติได้ เราคงต้องรีบพัฒนาภาษาอังกฤษ เพื่อให้คนไทยไม่เดินหนีเวลาคนต่างชาติขอความช่วยเหลือ ซึ่งจริงๆ คนไทยอยากจะช่วย แต่กลัว “คนที่ไม่พูดภาษาไทย” และคงต้องส่งเสริมให้คนไทยทำงานอาสาสมัครให้มาก

      ทีนี้ถ้ามองกลุ่มประเทศแนวหน้าในอาเซียนจะพบว่า “ลาว-พม่า-ไทย” เกาะกลุ่มนำ ซึ่งอาจเป็นผลจากการที่คนส่วนใหญ่เคารพนับถือพระพุทธศาสนา
ตรง นี้บอกเราด้วยว่า ถ้ามีการพัฒนาการท่องเที่ยวทางพระพุทธศาสนาด้วยกันแล้ว, “ลาว-พม่า-ไทย” น่าจะร่วมมือกันทำการท่องเที่ยวให้มากขึ้น

กลุ่มประเทศเอเชียตะวันออก มีลำดับคะแนนรวมดังต่อไปนี้

      ฮ่องกง(18), มองโกเลีย(67), ไต้หวัน(72), เกาหลี(81), ญี่ปุ่น(119), จีน(147)

คณะนักวิจัยทำการวิเคราะห์ข้อมูลพบว่า ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ประเทศต่างๆ ได้คะแนนไม่เท่ากันได้แก่

(1). ประเทศที่ใจดีมักจะช่วยเหลือคนอื่นมาก โดยเฉพาะคนแปลกหน้า

      คะแนน ข้อนี้อาจทำให้ประเทศไทยได้คะแนนต่ำกว่าจริง นักท่องเที่ยวจำนวนมากให้สัมภาษณ์ว่าว่า เมื่อเดินไปถามอะไร… คนไทยมักจะเดินหนี ไม่ใช่เพราะไม่มีน้ำใจ แต่เป็นเพราะคนไทยเป็นโรค “กลัวคนที่ไม่พูดภาษาไทย”

      สาเหตุ ที่เป็นเช่นนี้เนื่องจากคนไทยพูดภาษาอังกฤษ, ภาษาหลักๆ ของโลก (เช่น จีน ญี่ปุ่น สเปน อาหรับ ฯลฯ), และภาษาเพื่อนบ้าน (มาเลเซีย พม่า ลาว แขมร์) ได้น้อย

      ยุทธศาสตร์สำคัญที่จะทำให้ไทยเป็นศูนย์กลางการค้า-การลงทุน-ท่องเที่ยวได้ คือ จะต้องรีบเร่งทำให้คนไทยพูดภาษาอังกฤษให้ได้

      การ จัดประกวดบทเรียนภาษาอังกฤษทุกระดับ ตั้งแต่อนุบาลจนถึงมหาวิทยาลัย และประชาชนทั่วไปทุกปี, เมื่อประกวดแล้ว ให้นำบทเรียนขึ้นอินเตอร์เน็ตให้คนไทยเข้าถึงได้ ทั้งเว็บไซต์องค์กรที่รัฐสนับสนุนให้ดาวน์โหลดได้ฟรี ให้ดาวน์โหลดได้ที่ห้องสมุดทุกจังหวัด และนำขึ้นยูทูบ

      ถ้าทำแบบนี้พร้อมกับทำให้คนไทยทุกตำบลเข้าถึงอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง จัดสอบเทียบภาษาอังกฤษทั่วประเทศ ให้นำไปอ้างอิงการเรียนต่อ หรือสมัครงานได้… คนไทยน่าจะเก่งภาษาอังกฤษได้เร็ว

(2). คนที่มีความสุขเป็น”ผู้ให้”มากกว่า

      คน ในประเทศที่ (คิดว่าตัวเอง) มีความสุข เป็นผู้ให้ โดยเฉพาะบริจาคเงิน มากกว่าคนในประเทศที่ไม่ค่อยมีความสุข โดยค่าทางสถิติ (coefficient – คะแนนเต็มคือ 1) ในเรื่องนี้ = 0.69 มากกว่าชาติที่ร่ำรวย (coefficient = 0.58)

      สมมติคนในประเทศ “ก ไก่” มีความสุขขึ้น 1 หน่วย จะบริจาคทรัพย์เพิ่มขึ้น 0.69 หน่วย และ ถ้าคนในประเทศ “ก ไก่” มีรายได้ประชาชาติ (คิดจากผลผลิตและบริการทั้งหมดรวมกันเป็น GDP) เพิ่มขึ้น 1 หน่วย จะบริจาคทรัพย์เพิ่มขึ้น 0.58 หน่วย

(3). คนรวยเป็นผู้ให้มากกว่า

      คน ในประเทศที่ร่ำรวยมีแนวโน้มจะบริจาคทรัพย์มากกว่าคนในประเทศที่ยากจน การศึกษานี้พบว่า ประเทศที่มีน้ำใจ หรือให้ทานมาก 20 ประเทศนั้น ครึ่งหนึ่งเป็นประเทศที่ร่ำรวย

(4). อายุ

      คนอายุมากมีแนวโน้มจะบริจาคทรัพย์มากกว่าคนอายุน้อย ทว่า ข่าวร้าย คือ คนที่อายุเกิน 50 ปีมีแนวโน้มจะช่วยเหลือคนแปลกหน้าน้อยลง ตรงนี้คงจะบอกเป็นนัยว่า ถ้าจะรับคนมาทำงานบริการ เช่น เป็นไกด์ ฯลฯ ควรเลือกประเภทต่ำกว่า 50s ไว้ก่อน

(5). เพศ

      ผู้ชาย มีแนวโน้มจะบริจาคแรงกาย หรือทำงานอาสาสมัครมากกว่า ช่วยเหลือคนแปลกหน้ามากกว่า ทว่า ถ้าเป็นเรื่องการบริจาคทรัพย์แล้ว ผู้หญิงเป็นผู้ให้ที่เหนือกว่า

ถ้ามองภาพรวมแล้ว คนทั่วโลกมีน้ำใจคล้ายๆ กันในเรื่องต่อไปนี้

(1). ช่วยเหลือคนแปลกหน้า > 45% (ไทย 36%)

(2). บริจาคเงินหรือทรัพย์สิน > 30% (ไทย 73%)

(3). บริจาคแรง หรือทำงานอาสาสมัคร > 20% (ไทย 18%)

      ในบรรดา การให้เหล่านี้ ประเทศไทยมีจุดแข็งในด้านการบริจาคเงินหรือทรัพย์สิน ทว่า เรายังมีจุดอ่อนในเรื่องการทำงานอาสาสมัคร และการช่วยเหลือคนแปลกหน้า

กล่าวกันว่า การให้เิงินนั้นดี แต่ถ้าจะให้ “ได้ใจ” กันจริงๆ แล้ว ควรหาโอกาส “ให้แรง(ลงมือทำ)” ด้วย

      ตัวอย่างของประเทศที่ลงทุนลงแรงในเรื่องนี้ และได้รับผลตอบแทนคุ้มค่ามาก คือ อังกฤษ(สหราชอาณาจักร) กับญี่ปุ่น

      ชาว พม่านั้นได้ชื่อว่า เป็นชาติที่เกลียดอังกฤษกับญี่ปุ่นมาก คนรุ่นเก่า โดยเฉพาะคนต่างจังหวัดใช้ลักษณนามในการนับคนอังกฤษกับญี่ปุ่นเป็น “ตัว” (ไม่นับเป็น “คน”)

       ที่เป็นเช่น นี้เพราะอังกฤษ (ในอดีต) ใช้วิธีแบ่งแยกและปกครอง กดขี่คนกลุ่มหนึ่ง-ยกย่องคนอีกกลุ่มหนึ่ง ทำให้เกิดความแตกแยกกันมาจนทุกวันนี้

      ญี่ปุ่น (ในอดีต) ใช้วิธียึดครองและเผาทำลาย อยากได้อะไรก็ยึดหมด เช่น เห็นไก่ชาวบ้าน ฯลฯ ก็ยึดไปหมด

      ท่านฑูตอังกฤษ ท่านหนึ่งฉลาดมาก ท่านไปบริจาคเลือดที่ย่างกุ้ง หนังสือพิมพ์พม่าชมว่า นี่เป็นการให้ชีวิตทาน (ซีวิตะดานะ) นี่ก็เป็นการให้ (ให้อวัยวะ)
      ชาว ญี่ปุ่นก็ฉลาดมากเช่นกัน ท่านลงทุนไปช่วยคลังเลือดพม่า บริจาครถใช้แล้วไปประจำคลังเลือด หาอาสาสมัครไปขับรถให้ระยะหนึ่ง นี่ก็เป็นการให้ (ให้แรง อาสาสมัคร)

      การให้ที่ฉลาดดังกล่าวทำให้เกิดเมตตาไปทั่วพม่า ทำให้ชาวพม่าได้ซาบซึ้งในการทำดีของชาวอังกฤษและญี่ปุ่น

      คน ไทยได้ชื่อว่า เป็นชาติที่มีน้ำใจ ถ้าคนไทยใส่ใจเรียนภาษาอังกฤษ (หรือภาษาอื่นๆ มากขึ้น) ไม่เดินหนี หรือกลัวเวลาคนที่ “ไม่พูดภาษาไทย” ขอความช่วยเหลือ และลงทุนในเรื่อง “ให้แรง – อาสาสมัคร” ให้มากขึ้นแล้ว คนไทยคงจะเป็นศูนย์กลางการค้า-การลงทุน-ท่องเที่ยวของโลกได้ในไม่ช้า

ถึงตรงนี้… ขอให้ท่านผู้อ่านมีสุขภาพดีไปนานๆ ครับ

อ้างอิง : นพ.วัลลภ พรเรืองวงศ์ รพ.ห้างฉัตร ลำปาง

1 ดาว2 ดาว3 ดาว4 ดาว5 ดาว (2 โหวต, เฉลี่ย: 5.00)
Loading ... Loading ...

One Comment »

  • Peerapat Peereeyanon said:

    เป็นข้อมูลที่ดีมากเลยครับ

Leave your response!

Add your comment below, or trackback from your own site. You can also subscribe to these comments via RSS.

Be nice. Keep it clean. Stay on topic. No spam.

You can use these tags:
<a href="" title=""> <abbr title=""> <acronym title=""> <b> <blockquote cite=""> <cite> <code> <del datetime=""> <em> <i> <q cite=""> <strike> <strong>

This is a Gravatar-enabled weblog. To get your own globally-recognized-avatar, please register at Gravatar.